Skip to content Skip to footer

เสียงสะท้อนจากประชาชนถึงปัญหาซ้อนทับในการเลือกตั้งท้องถิ่น

    ทุกครั้งที่เข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น เรามักจะได้ยินคำพูดติดปากอย่าง “เงินไม่มากาไม่เป็น” นี่เป็นประโยคสะท้อนปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่อยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนานจนหลายคนรู้สึกชินชา และมองเป็นเพียงปัญหาเล็ก ๆ ที่อาจแก้ไขไม่ได้ หรือไม่ได้มีความสำคัญมากพอให้ต้องพูดถึงอย่างจริงจัง

    แต่หากเราฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ให้ลึกลงไปกว่านั้น ปัญหาการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้มีเพียงเรื่องการซื้อเสียงเท่านั้น เพราะมันเกี่ยวพันกับปัญหาเชิงโครงสร้างและค่านิยมที่ฝังรากลึกในสังคมมายาวนาน

    เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา โครงการ “1 สิทธิ์พลิกชีวิตมหาศาล” ร่วมมือกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนประชาชนจังหวัดปทุมธานี ได้สะท้อนความคิดเห็นต่อปัญหาการเลือกตั้งท้องถิ่น ผ่านกิจกรรมกลุ่มที่ใช้กระบวนการ Design Thinking หรือกระบวนการคิดเชิงออกแบบ โดยให้พวกเขาได้ระบุปัญหาที่พบเจอในการเลือกตั้งท้องถิ่น (Define the problems), เสนอไอเดียเพื่อแก้ปัญหา 1 อย่าง (Ideate solutions), และขมวดรวมไอเดียต่าง ๆ  ออกมาเป็น 1 โครงการเพื่อแก้ปัญหานี้ (Create prototype) ผู้จัดพยายามสร้างบรรยากาศที่ทำให้พวกเขากล้าแสดงความเห็นถึงปัญหาที่เขาเจอกันจริง ๆ อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีการชี้นำจากคนนอก รวมถึงรับฟังเสียงของพวกเขาอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ฟังแบบผ่าน ๆ เพื่อให้เข้าใจมุมมองของพวกเขาอย่างลึกซึ้ง

    บทความนี้จะนำเสนอประเด็นและความคิดเห็นของตัวแทนประชาชนในพื้นที่ที่ได้จากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วย (1) 4 ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น จากความคิดเห็นของตัวแทนประชาชนจังหวัดปทุมธานี, (2) เจาะปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกสะท้อนให้เห็นมากที่สุด, และ (3) วิเคราะห์ประเด็นปัญหา และข้อเสนอของตัวแทนประชาชน
เพื่อทำความเข้าใจประเด็นปัญหาต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

4 ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น จากความเห็นของตัวแทนประชาชนปทุมธานี

    จากขั้นตอนระบุปัญหา (Define the problems) เราพบว่าประชาชนในพื้นที่สะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นออกมาได้ชัดเจนถึง 4 ประเด็นหลัก

    ประเด็นแรก คือ ปัญหาเชิงระบบและกลไกที่ไม่เป็นธรรม ประชาชนในพื้นที่ส่วนหนึ่งรู้สึกว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้นเต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์และการใช้เส้นสายอำนาจ แม้กระทั่งกลไกอย่าง กกต. ก็ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเป็นกลางอยู่บ่อยครั้ง ตัวอย่างคำพูดหนึ่งจากประชาชนในพื้นที่สะท้อน
ความคับข้องใจอย่างชัดเจนว่า

    “เลือกไปแล้วก็ไม่ได้อย่างที่หวัง กรรมการก็ไม่เป็นธรรม ผู้สมัครก็หน้าเดิม ๆ ระบบอุปถัมภ์ยังแข็งแรง

    ประเด็นที่สอง คือ ปัญหาที่มาจากตัวผู้สมัครเอง ประชาชนในพื้นที่หลายคนแสดงความผิดหวังกับพฤติกรรมของนักการเมืองที่เข้ามาด้วยคำสัญญาสวยหรู แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ทำตามที่รับปากไว้ หลายครั้ง
ยังใช้อิทธิพลทางการเมืองเอื้อประโยชน์ให้เฉพาะพวกพ้อง โดยมีเสียงหนึ่งจากประชาชนในพื้นที่กล่าว
อย่างตรงไปตรงมาว่า

    “ผู้สมัครใช้อำนาจกับคนใกล้ชิด แข่งกันใช้เงิน ใครจ่ายมากก็ได้เปรียบ

    ประเด็นที่สาม เป็นเรื่องของข้อมูลและการสื่อสารที่ขาดหายไปหลังการเลือกตั้ง เมื่อการเลือกตั้งผ่านไป ประชาชนในพื้นที่มักไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ว่าผู้ที่ได้รับเลือกนั้นได้ดำเนินการตามนโยบายที่สัญญาไว้จริงหรือไม่ ขาดช่องทางที่จะติดตามตรวจสอบ ส่งผลให้รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งและถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก

    และสุดท้าย ประเด็นที่สี่ คือ ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่กลายเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาชุมชนและประชาชนในพื้นที่เองมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งจุดที่ทำให้ประเด็นนี้พิเศษกว่าประเด็นอื่น ๆ ก็คือ มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกหรือระบบเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนมุมมอง ค่านิยม และทัศนคติของตัวประชาชนในพื้นที่เองอย่างชัดเจน จากเสียงที่เราได้ยินในเวทีวันนั้น ประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อยมองว่าการซื้อเสียงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นทุกครั้งในการเลือกตั้ง ตัวอย่างเช่นคำพูดที่เราได้ยินกันบ่อยจนคุ้นเคยว่า

    “เงินไม่มากาไม่เป็น

    “ซื้อเสียงเป็นเรื่องปกติ เพราะทุกคนก็ทำกัน

    ด้วยเหตุนี้ เราจึงอยากจะลองขุดลึกลงไปในมุมมองของประชาชนในพื้นที่ให้มากขึ้น ว่าทำไมพวกเขาถึงคิดแบบนี้ และอะไรคือเหตุผลหรือปัจจัยที่ทำให้การซื้อสิทธิ์ขายเสียงยังคงมีอยู่เสมอในพื้นที่ เราเชื่อว่าถ้าเราเข้าใจจุดนี้จริง ๆ เราอาจจะเจอวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลกว่าเดิมก็เป็นได้

เจาะปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่

    ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นปัญหาที่ตัวแทนประชาชนพูดถึงมากที่สุดในกิจกรรมนี้ โดย “การซื้อสิทธิขายเสียง” หมายถึง พฤติกรรมการทุจริตเลือกตั้งโดยใช้เงินแลกเปลี่ยนกับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งซื้อเสียง หรือการเสนอสิ่งตอบแทนในรูปผลประโยชน์หรือทรัพย์สินต่างๆ หรืออาจเป็นการสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินสิ่งตอบแทนแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้ลงคะแนนหรืองดเว้นการลงคะแนนแแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดหรือพรรคการเมืองใดในเขตเลือกตั้งนั้น (สถาบันพระปกเกล้า, 2552)

    ในขั้นการระบุปัญหา (Define the problems) ประชาชนในพื้นที่ระบุคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ดังนี้

  • การกระทำของประชาชนในพื้นที่: ขายสิทธิ์, เห็นแก่เงิน, ถูกขู่ให้รับเงิน, เงินเป็นใหญ่ กลัวคนรู้ว่ารับแล้วไม่ลงคะแนน, ค่านิยม, รับเงินไว้ก่อนแล้วค่อยเลือกคนดี, เงินไม่มากาไม่เป็น, คนไทยไม่ชอบทำมาหากินด้วยตัวเอง
  • การกระทำของผู้สมัคร: ซื้อสิทธิ์, ให้ค่าป่วยการ, ขู่ให้รับเงิน, โกง/ทุจริตเลือกตั้ง, กำจัดสิทธิ์, ไม่ให้อย่างที่พูดไว้
  • ความสัมพันธ์ของประชาชนในพื้นที่และผู้สมัคร: ซื้อสิทธิ์ขายเสียง, แลกสิ่งของเชิญชวน
  • ความสัมพันธ์ของผู้สมัครต่างเบอร์: แข่งกันจ่ายเงิน ใครจ่ายมากจะได้ตำแหน่ง, ฝ่ายตรงข้ามแจกเงินไม่ครบ, คนทำดีจริงแต่แพ้ตั๋ว
  • อื่น ๆ: กกต. มองไม่เห็น, หัวคะแนน

    คำเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเกิดขึ้นจริงในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จนประชาชนในพื้นที่มองว่านี่คือเรื่องปกติ สอดคล้องกับกรณีที่มีประชาชนจังหวัดปทุมธานีร้องเรียนกับกกต.ว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบางขะแยงและตำบาลธัญบุรี (ประชาไทนิวส์ออนไลน์, 2568) (มติชน, 2568)

    ตัวแทนประชาชนระบุว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเกิดขึ้นหลายรูปแบบในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ไม่จำกัดอยู่แค่การให้และรับเงินโดยตรง แต่อาจรวมถึงการแลกเปลี่ยนสิ่งของเชิญชวนรูปแบบอื่น ๆ, การขู่ให้รับเงิน, การสัญญาจะให้เงินหากผู้สมัครชนะเลือกตั้ง, และการใช้หัวคะแนน

    ที่น่าสนใจคือการซื้อสิทธิ์ขายเสียงส่งผลต่อความรู้สึกที่ประชาชนในพื้นที่มีต่อการเลือกตั้ง เช่น รู้สึกเกรงกลัวบาปเมื่อรับเงินไปแล้วแต่ไม่กาจริง, รู้สึกว่าควรรับเงินมาก่อนแม้จะไม่เลือกคนที่ให้เงิน, และรู้สึกไม่กระตือรือร้นในการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเมื่อไม่ได้รับอามิสสินจ้าง (เงินไม่มากาไม่เป็น)

    ต่อมา ประชาชนกลุ่มหนึ่งเลือกเจาะลึกปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง โดยตั้งโจทย์ว่า “ทำอย่างไรให้เยาวชนคนปทุมธานีเลือกคนที่มีคุณภาพโดยไม่เห็นด้วยกับการซื้อสิทธิ์ขายเสียง” เหตุผลที่เจาะกลุ่มเยาวชน เนื่องจากมองว่าวัยที่โตแล้ว เช่น วัยผู้ใหญ่ หรือวัยผู้สูงอายุแก้ไขไม่ได้

    “การปลูกฝังค่านิยมไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียงตั้งแต่วัยเด็กจะเป็นโอกาสเดียวที่แก้ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้”

    แนวทางที่ประชาชนกลุ่มนี้เสนอมาเพื่อแก้โจทย์ดังกล่าว แบ่งออกเป็น 4 หมวด ได้แก่ ชุมชน, ครอบครัว, สื่อ, และโรงเรียน 

  • ชุมชน: สร้างสภาพสังคมที่ทำให้คนมีกิน มีใช้ มีเก็บ, ยึดถือศีล 5, ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียงจนกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้คนอื่น, จัดทำประชาคมหมู่บ้าน
  • ครอบครัว: สนับสนุนให้ผู้ปกครองปลูกฝังบุตรหลานตั้งแต่เด็กเกี่ยวกับค่านิยมด้านความสุจริต, ความมีเหตุผล, ความรับผิดชอบ และสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนความเห็นภายในครอบครัวเกี่ยวกับประเด็นการเลือกตั้ง
  • สื่อ: ให้เยาวชนทำสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเจาะกลุ่มเป้าหมายและต่อเนื่อง เพื่อกระจายแนวคิดไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง
  • โรงเรียน: ให้โรงเรียนมีหลักสูตรการเรียนเกี่ยวกับความสุจริต, การไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง, ระบอบประชาธิปไตย,และ ตัวอย่างที่ดีจากประเทศอื่น 

    แนวทางเหล่านี้สะท้อนว่าประชาชนในพื้นที่มองว่าการปลูกฝังค่านิยมไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียงให้กับเด็กและเยาวชนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ได้แก่ ชุมชน, ครอบครัว, สื่อ, และโรงเรียน ไม่ใช่แค่ภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง

    จากนั้น แนวทางเหล่านี้ถูกร้อยเรียงออกมาเป็น “โครงการประกวดละครคุณธรรมในโรงเรียนที่สะท้อนปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนเลือกตั้งอย่างมีสติ ไม่มองการซื้อเสียงเป็นเรื่องปกติ” โดยจัดปีละครั้งในวันเด็กหรือวันครู ร่วมกับกับผู้ปกครอง ภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีกกต.และหรืออบต.ร่วมเป็นกรรมการ

บทวิเคราะห์ปัญหาและข้อเสนอจากความคิดเห็นที่ได้จากตัวแทนประชาชนในพื้นที่

    จากการลงพื้นที่จัดกิจกรรมออกแบบที่เปิดให้ตัวแทนประชาชนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ออกแบบ และเสนอแนวทางการแก้ปัญหาการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งจากการเก็บข้อมูล สอบถาม และรวบรวมความคิดเห็นจากตัวแทนประชาชนที่เข้าร่วมพบว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นประกอบด้วยปัญหาทับซ้อนมากมายและแฝงฝังอยู่ในสังคม ทั้งปัญหาเชิงระบบที่ไม่เอื้ออำนวยต่อประชาชนและเปิดโอกาสให้มีการทุจริตการเลือกตั้ง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ตลอดจนทัศคติที่มีต่อการเลือกตั้งซึ่งเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ภายในพื้นที่ 

    ปัญหาแรกที่สะท้อนให้เห็นจากความคิดเห็นจากตัวแทนประชาชนคือ ปัญหาเชิงระบบ โดยระบบหมายรวมถึงระบบการเลือกตั้งและระบบที่เอื้อให้เกิดการทุจริต ซึ่งส่งผลให้การเลือกตั้งไม่ได้ดำเนินไปอย่างโปร่งใส สุจริต รวมถึงไม่สามารถสะท้อนเสียงหรือความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาเชิงระบบหนึ่งในนั้นคือ “กรรมการไม่เป็นธรรม” โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจากการสรรหาและแต่งตั้งโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ซึ่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิก

    สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 บัญญัติให้มาจากบุคคลหลากหลายอาชีพ ทั้งนี้อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เนื่องจากคณะกรรมการอาจไม่ได้มีความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้ง (พรชนัญ พิมพ์พาท, ม.ป.ป.) อีกทั้งการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นยังขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่เข้มแข็ง การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบการทำงาน และการขาดการตรวจสอบอย่างทั่วถึงจากภาคส่วนต่าง ๆ เนื่องจากการตรวจสอบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นลักษณะของการสุ่มตรวจโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามทุจริตแห่งชาติเพียงเท่านั้น เปิดโอกาสให้มีการทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้น (กฤษณ์ วงศ์วิเศษธร, 2562) นอกจากนี้ยังพบปัญหาที่เป็นผลพวงจากระบบอุปถัมภ์ (Patron-Client System) อันเป็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนที่แฝงฝังอยู่ในสังคมยาวนาน โดยระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยส่วนหนึ่งเป็นผลจากค่านิยมของการให้  ซึ่งการจะรักษาความสัมพันธ์ไว้จะต้องมาจากการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง และเกิดเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งและยังคงปรากฏให้เห็นในสังคมไทย (อิทธิศักดิ์ วรกิจ, 2563)

    จากปัญหาเชิงระบบที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งนำมาสู่ปัญหาถัดมาคือ ปัญหาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่พบว่า ประชาชนหลายคนในพื้นที่เกิดความรู้สึกผิดหวังและรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง เนื่องจากที่ผ่านมา ภายหลังการเลือกตั้ง ผู้สมัครที่ได้รับเลือกหลายคนมิได้ปฏิบัติตามนโยบายหรือทำในสิ่งที่เคยหาเสียงไว้ กอปรกับประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถตรวจสอบและติดตามการดำเนินของผู้ที่ได้รับเลือกได้ นำมาสู่การมีทัศคติต่อการเลือกตั้งที่มองว่า การเลือกตั้งไม่มีความสำคัญและไม่มีประโยชน์ที่จะเลือก ส่งผลให้ประชาชนหลายคนเลือกตัดสินใจที่จะไม่ไป สอดคล้องกับความคิดเห็นของตัวแทนประชาชนในพื้นที่ได้เขียนไว้ในระหว่างการทำกิจกรรม กอปรกับการสื่อสารหรือการเข้าถึงข้อมูลของประชาชนที่ไม่เพียงพอ ทำให้ประชาชนหลายคนไม่รู้จักผู้สมัครและนโยบาย การเลือกตั้งจึงเป็นไปในลักษณะของการเลือกคนรู้จักหรือเลือกที่บุคคลมากกว่านโยบายหรือผู้ที่มีความตั้งใจเข้ามาพัฒนาพื้นที่ นำมาสู่ปัญหาระบบอุปถัมภ์และการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มที่รู้จักกัน กลายมาเป็นปัญหาที่เกี่ยวพันและทับซ้อนกันภายในพื้นที่ การจะแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ในพื้นที่จึงเป็นสิ่งที่มีความท้าทายและเป็นเรื่องที่สังคมมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา

    ในส่วนของแนวทางการแก้ไขปัญหา จากความคิดเห็นและข้อเสนอของตัวแทนประชาชนในพื้นที่ประกอบด้วยแนวทางการแก้ปัญหาหลากหลายด้านและในหลายมิติ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคลอย่างการปลูกจิตสำนึกอันดีงาม การอบรมสั่งสอน การทำสื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชน ตลอดจนระดับสังคมที่สนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการสอดส่องและตรวจสอบการทำงานของผู้สมัครตั้งแต่การเลือกตั้งจนถึงภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า ปัญหาการเลือกตั้งโดยเฉพาะปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง จำต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วนให้เข้ามามีส่วนร่วมและลงมือทำร่วมกัน

    แม้ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงยังคงมีให้เห็นราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสังคม แต่ในขณะเดียวจากการลงพื้นที่และสอบถามจากตัวแทนประชาชนในพื้นที่ก็ปรากฏให้เห็นถึงพลวัตของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อประเด็นการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งว่าแม้ประชาชนในพื้นที่กลุ่มอื่น ๆ ไม่เลือกเจาะปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ประชาชนในพื้นที่บางส่วนก็แสดงออกชัดเจนว่าไม่สนับสนุนการซื้อสิทธิ์ขายเสียง พี่คนหนึ่งพูดได้อย่างน่าสนใจว่า 

    “ถ้ามีนักการเมืองคนหนึ่งเสนอให้เรา 300 กับอีกคนเสนอ 500 บาท เราไม่ควรเลือกทั้ง 2 คนนี้ แต่เราควรเลือกคนที่ให้เงินเรา 0 บาท เพราะเราได้ 300 หรือ 500 บาทตอนนี้ แต่เขาอาจจะไปโกงเงินภาษีเรา 3 ล้านบาทในอนาคต” 

    นี่ตรงกับความเห็นที่ว่า “นักธุรกิจการเมืองที่เข้ามาเล่นการเมือง ด้วยการซื้อเสียง ลงทุนด้วยเงินก้อนใหญ่ จะไม่หาทางถอนทุนคืนนั้น ไม่มี” (Thaipost, 2566) ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่อีกกลุ่มมีมุมมองที่ต่างออกไป เช่น เขาให้มาเราก็รับ แต่เราก็แค่ไม่เลือกเขาเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม การให้และรับเงินซื้อเสียงมีโทษทางกฎหมาย ได้แก่ จำคุกสูงสุด 10 ปี, ปรับสูงสุด 200,000 บาท (Spring News, 2566) และโดนตัดสิทธิ์การเลือกตั้ง 20 ปี แต่ในทางปฏิบัติการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็ยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ และผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้รับโทษ เช่น ในพื้นที่ตำบลบางขะแยง กกต.ปทุมธานีได้ประกาศผลรับรองนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลตำบลบางขะแยง แม้พวกเขาจะถูกร้องเรียนเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เนื่องจากกกต.กำลังดำเนินการสืบสวนไต่สวนว่าผู้สมัครกระทำผิดจริงหรือไม่  (ประชาไทนิวส์ออนไลน์, 2568) 

บทสรุป

    จากการลงพื้นที่จัดกิจกรรมในจังหวัดปทุมธานี ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาต่าง ๆ มากมายที่ทับซ้อนกัน ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และระบบการเลือกตั้ง ส่งผลต่อการเลือกตั้งที่อาจทำให้ไม่ได้ผู้ที่มีความเหมาะสมและตั้งใจพัฒนาพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นปัญหาที่อาจนำมาสู่ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและทุจริตคอรัปชั่นภายในพื้นที่ ทำให้การเลือกตั้งท้องถิ่นยังคงปรากฏปัญหาอย่าง “เงินไม่มากาไม่เป็น” และปัญหาเหล่านี้จะไม่มีทางหมดไปหากไม่ได้รับความร่วมมือและการแก้ไขจากภาคส่วนต่าง ๆ และในขณะเดียวกัน การจะเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้หากอาศัยพลังและการร่วมมือของทุกคน 

เขียนและเรียบเรียงโดย: บัวบูชา ขาวงาม, บัณฑิตา ชวานิช, และณัฐพิชฌา จิรวรรณรัตน์ โครงการ Impact Leaders, School of Leadership

References

วงศ์วิเศษธร, กฤษณ์. 2562. “การทุจริตคอรัปชั่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น.” ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=การทุจริตคอรัปชั่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น.

วรกิจ, อิทธิศักดิ์. 2563. “ความสัมพันธ์และรูปแบบของระบบอุปถัมภ์ในการเมืองท้องถิ่น: กรณีศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดอ่างทอง.” วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา 10 (4): 156-172. https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/download/245017/166066.

พิมพ์พาท, พรชนัญ. n.d. “ปัญหาการเลือกตั้งท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562.” http://www.lawgrad.ru.ac.th/AbstractsFile/6124011204/161406991499706208ac0d46ef40b63aab50b270a6_abstract.pdf.

“ซื้อเสียงเลือกตั้ง ขายเสียง มีโทษอะไรบ้าง?” 2566. Springnews. https://www.springnews.co.th/program/spring-conclude/838641.

“ปทุมฯต้านโกง ส่งหลักฐาน กกต. หลังมีรถหลวงขนคนมาเลือกตั้ง-ซื้อเสียง เลือกตั้งนายกเล็กธัญบุรี.” 2568. มติชนออนไลน์. https://www.matichon.co.th/region/news_5203031.

“ปทุมธานี “กกต.รับรองแล้ว ทต.บางขะแยง” ชาวบ้านลือหึ่ง 7 หลักเข้ากระเป๋าใคร??” 2568. อปท.นิวส์. https://www.opt-news.com/news/50931.

“นักธุรกิจการเมือง รวยแล้วไม่โกง ‘ไม่มี’ ซื้อเสียงเข้ามาต้อง ‘ถอนทุน.’” 2566. ไทยโพสต์. https://www.thaipost.net/x-cite-news/336402/.

ถิ่นบางเตียว, โอฬาร, and นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. 2552. “การซื้อสิทธิ์ขายเสียง.” ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า. https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87.

รวมพลังหยดน้ำเล็ก ๆ ให้พังทลายทุจริตไปด้วยกัน

ติดต่อเรา

Email: contact.mahasarn@gmail.com

โซเชียลมีเดีย

Act

toolmorrow
ติดตามข่าวสาร

Mahasarn © 2026. All Rights Reserved.